จองตั๋วเครื่องบินและโรงแนมออนไลน์ง่ายๆ ใครๆก็จองได้
โปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ




เหตุผลดีๆ ที่จองกับเรา
โปรโมชั่นตั๋วแต่ละสายการบิน
สมาชิกเข้าระบบ
Login :
Password :
  เข้าระบบ

ร่วมงานกับ BKKFLY.com
 
ความรู้เรื่องตั๋วเครื่องบิน

     เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะเพลิดเพลินกับการบินไปตามเส้นทางต่างๆ มาแล้วนับร้อยชั่วโมงบิน ไกลนับเป็นพันๆ ไมล์ แล้วเคยสงสัยกันบ้างมั๊ยครับว่าเค้าคิดราคาตั๋วเครื่องบินกันอย่างไร? มีหลักการและรายละเอียดอย่างไร มามะ…. นั่งล้อมวงกันเข้ามา ผมจะเล่าให้ฟัง

     อย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วว่าหน่วยงาน หรือองค์กรที่ดูแลเรื่องกิจการด้านการบินก็คือ ICAO หรือที่ย่อมาจาก International Civil Aviation Organization เรียกว่าใครคิดจะมีเครื่องบิน หรือขับเครื่องบินก็ต้องรู้จักองค์กรนี้บ้าง รวมไปถึง FAA หรือ Federal Aviation Association แต่ถ้าเริ่มมีความคิดจะใช้เครื่องบินเพื่อทำการขนส่ง ไม่ว่าจะขนของ หรือขนคนล่ะก็ ( อุ๊ย…. ผมหมายถึงบรรทุกคนนะ เอ่อ... ผู้โดยสารน่ะครับ ไม่ใช่ขนแบบนั้น… ) คงต้องมาทำความรู้จักกับ IATA หรือ International Air Transport Association http://www.iata.org ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมดูและการขนส่งทางอากาศโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย และทำให้กิจการนั้นๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นธรรมที่สุด อย่างน้อยท่านผู้โดยสารเครื่องบินก็จะได้อุ่นใจบ้างล่ะครับว่า IATA จะเป็นผู้ที่คอยปกป้องและให้ความคุ้มครองท่านอยู่เสมอในขณะที่ท่านเดินทางด้วยสายการบินพาณิชย์ (ยกเว้นกรณีผู้โดยสารเมาบนเครื่องนะครับ) ผมจะขอพูดถึงเรื่องราวว่าด้วยตั๋วเครื่องบินเท่านั้นนะครับ

     IATA จะมีคู่มือที่เกียวกับเรื่องราวของตั๋วเครื่องบิน หรือที่เรียกว่า Passenger Air Tariff (PAT) ซึ่งจะประกอบไปด้วย

1. Maximum Permitted Mileage (MPM) เป็นคู่มือที่ใช้ดูระยะทางสูงสุดที่จะใช้เดินทางได้ ของราคาในเส้นทางนั้นๆ
2. General Rules คู่มือกฏเกณฑ์ทั่วไปของราคาตั๋ว เช่น Sunday Rule หมายถึงอะไร?
3. Eastern Hemisphere (EH) ราคาตั๋วสำหรับการเดินทางระหว่าง Area 2 และ Area 3, 4. แบ่งออกเป็น 2 เล่มคือ Fare ซึ่งว่าด้วยราคาตั๋วระหว่างคู่เมืองต่างๆ และ Fare Rules ซึ่งว่าด้วยกฏเกณฑ์ของราคานั้นๆ
4. Western Hemisphere (WH) ราตาตั๋วสำหรับการเดินทางใน Area 1 และสำหรับการเดินทางที่ผ่าน Area 1 ด้วย
5. (แบ่งออกเป็น 2 เล่มเหมือนกับ EH)

     ก่อนอื่น หยิบแผนที่โลกขึ้นมาครับ แล้วนับสิครับว่าโลกเราแบ่งออกเป็นกี่ทวีป ? แหม๋… ง่ายนิดเดียวเองอยู่มัธยมนี่ต้องเรียนวิชา “โลกของเรา” กันทุกคนล่ะครับ แต่ว่า… IATA นั้นแบ่งโลกของเราออกเป็น 3 ส่วนเท่านั้น เราเรียกว่า Traffic Conference Areas (Area หรือ TC) การแบ่งนี้ก็เพื่อให้ง่ายต่อการกำหนด Air fares และกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้เดินทางในทั้งสาม TC นี่ล่ะครับ เชื่อมั๊ยครับว่าแค่ 3 Area นี่ก็ปวดหัวจะแย่แล้วล่ะครับ มาลองดูกัน….

ทวีปแบ่งตามสายการบิน

     IATA Geography อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า IATA ได้แบ่งโลกเราเป็น 3 Areas หรือ 3 TC โดยแต่ละ TC มีรายละเอียดดังนี้

- Area 1 ได้แก่ North Atlantic, Mid Atlantic และ South AtlanticNorth & South American (incl. Canada), Greenland, Bermuda, the West Indies, Islands of the Caribbean Sea, The Hawaiian Island (incl. Midway and Palmyra)

- Area 2 ได้แก่ Europe, Africa, Middle EastEurope, Africa and the part of Asia lying West of Ural including Iran ขอขยายความหน่อยครับ ใน Area 2 เนี่ย จะรวมเอาบางประเทศที่มีพื้นที่อยู่ในทวีปเอเซีย โดยใช้เทือกเขา Ural เป็นเส้นแบ่ง (เอ้า… ลองหากันหน่อยสิครับว่าเทือกเขา Ural เนี่ย อยู่ตรงไหน?) โดยเค้าจะนับเอาประเทศที่อยู่ทางตะวันตกของเทือกเขา Ural นี่แหละ มารวมไว้ใน Area 2 นี้ และยังนับประเทศไนจีเรีย และโมรอคโคไว้ใน Europe ด้วยNote: ท EC = European Community ซึ่งบางประเทศในกลุ่ม EC รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า EMU = European Economic & Monetary Union ท CIS = Commonwealth of independent States ก็คือรัฐอิสระที่แยกออกมาจากรัสเซียเดิมซึ่งมีหลายประเทศอยู่ใน Asia ท Cyprus = เราจะเห็นว่าประเทศนี้ตามแผนที่นั้นอยู่ใน Middle East แต่ IATA นับอยู่ในยุโรปแทน

- Area 3 ได้แก่ South East Asia, South Asian Subcontinent, South West Pacific, Japan/KoreaAsia, The East Indies, Australia, New Zealand and the Island of the Pacific Ocean

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ว่าแล้วเราก็มาเริ่มดูวิธีการคำนวณราคาตั๋วเครื่องบินเลยดีกว่า…. แต่ก่อนอื่นมารู้จักคำจำกัดความที่ผมอาจต้องพูดถึงบ่อยก่อน

- Between….. And…. ช่วงระหว่างจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ทั้งไป และย้อนกลับ
- From…. To…. จากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น !!
- Origin เมืองต้นทางที่ปรากฏอยู่บนตั๋วเครื่องบินDestination เมืองสุดท้ายที่ปรากฏอยู่บันตั๋วเครื่องบิน
- Stopover การหยุดแวะพักระหว่างทาง เช่น BKK – SIN – JKT (SIN เป็นจุด Stopover) และการที่จะเรียกว่า Stopover นั้น ต้องเป็นการแวะพักที่เกิน 24 ชั่วโมง แต่หากไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะเรียกว่า Transit
- Turnaround เป็นจุดสิ้นสุดการเดินทาง และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางที่จะย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้น เช่น BKK
– SIN – JKT – KUL – BKK จะเห็นว่า JKT เป็นจุดที่ไกลที่สุด และเป็นจุดที่เริ่มต้นในการเดินทางกลับมายัง BKK ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น(SIN = Singapore JKT = Jakarta KUL = Kuala Lumpur)

การคำนวณราคาตั๋วนั้นให้ดูจากเส้นทางการเดินทางก่อนเป็นอันดับแรก เช่น BKK – LAX (LAX = Los Angeles) สมมุติว่า คุณ SMART เดินทางมาซื้อตั๋วที่บริษัทของคุณ SPENCER ในเส้นทาง BKK – LAX  1 ใบในราคา US$ 250 โดยทางสายการบินกำหนดว่าตั๋วใบนี้สามารถแวะพักได้ 1 ครั้งระหว่างเส้นทาง BKK – LAX คุณ SMART จึงได้ตั้งใจว่าจะหยุดซื้อของจ๊าบๆ ที่โตเกียวไปฝากน้องชายที่ LAX ซะหน่อย
วันต่อมาคุณ PONGO เดินทางมาซื้อตั๋วที่บริษัทของคุณ SPENCER เช่นกันโดยแจ้งความจำนงว่าจะเดินทางไปพบกับคุณ SMART แต่มีปัญหาว่าต้องเดินทางไปทำธุระที่ LONDON ก่อนจึงจะสามารถไป LAX ได้ คุณ SPENCER ก็ขายตั๋วเครื่องบินแบบเดียวกับที่ขายให้คุณ SMART ในราคา US$250 เพราะตั๋วใบนี้อนุญาติให้หยุดแวะพักได้ 1 ครั้งระหว่างเส้นทาง ถามว่าใครคุ้ม?? ต้องเป็นคุณ PONGO แน่ US$ 250 เช่นกัน ซึ่งจะเห็นว่าทั้ง 2 ท่านนั้นมีต้นทาง คือ Origin และ Destination เหมือนกัน แต่เมืองที่อยู่ระหว่างเส้นทางและมีระยะทางต่างกันเพราะฉะนั้นจะพิจารณาจากเส้นทางการเดินทางโดยดูจาก Origin และ Destination อย่างเดียวไม่ได้ IATA จึงได้ให้พิจารณาจาก Global Indicator ประกอบด้วยGlobal Indicatorการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในโลกนี้ เรียกตามแบบ IATA ก็คือการเดินทางจาก TC หนึ่งไปอีก TC หรือแม้แต่การเดินทางใน TC นั้นๆ โดยเดินทางไปในเส้นทางต่างๆ นั้นมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นขอแนะนำให้หยิบแผนที่โลกมาดูประกอบเพื่อความเข้าในด้วยนะครับ ไม่งั้นงงตายเลย เพราะแม้แต่กระทั่งเจ้าหน้าที่ของสายการบินเองก็ตกม้าตายกับเรื่องของ Global Indicator มาเยอะแล้ว

- Within TC1 (การเดินทางภายใน TC1 )
     - WH (Western Hemisphere) เช่น NYC – LAX – YVR (YVR = Vancouver)
- Within TC2 (การเดินทางภายใน TC2)
     - EH Eastern Hemisphere เช่น GVA – FRA – LON (GVA = Geneva FRA = Frankfurt)
- Within TC3 (การเดินทางภายใน TC3)
     - EH Eastern Hemisphere เช่น TYO – BKK – SYD (TYO = Tokyo SYD = Sydney)
- Between TC1 เ TC2 (การเดินทางระหว่าง TC1 กับ TC2)
     -  via Atlantic Ocean เช่น LON – New York – Rio de Janeiro หรือ Miami – Frankfurt
- Between TC1 เ TC3 (การเดินทางระหว่าง TC1 กับ TC3)
     - PN Transpacific routing between South America and South West Pacific via North Americaเช่น SYD – LAX – RIO * North America = USA, Canada, Mexico and Saint Pierre & Miquelon** South West Pacific ได้แก่ Australia, New Zealand และหมู่เกาะต่างๆ ในบริเวณนี้ เช่น ปาปัวนิวกินี
     - PA Travel via North or Central Pacificเช่น SIN – SFO – YVR (= Vancouver) หรือ NYC – LAX – BKK (NYC = New York City)
     - SA Transatlantic routing between South Atlantic and S.E.A. via Central or Southern Africa, Indian Ocean Island เช่น BKK – JNB – RIO (JNB = Johannesburg )
     - AT (Transatlantic routing) เช่น SFO – PAR – SIN หรือ BKK – LON – NYC
- Between TC2 เ TC3 (การเดินทางระหว่าง TC2 กับ TC3)
     - AP Travel via both the Atlantic and Pacific Oceanเช่น HKG – YVR – LON หรือ PAR – SFO – SIN
     - TS Trans Siberian routing between TC2 เ TC3 with a NONSTOP Sector between Europe and Japan/Koreaเช่น MNL – TYO – LON (MNL = Manila)
     - RU Routing between TC2 เ TC3 with a NONSTOP Sector between “Russia in Europe” and Japan/Koreaจะเห็นว่ามีคำว่า Russia in Europe ก็เพราะรัสเซียเป็นประเทศใหญ่โดยจะมีบางส่วนของประเทศอยู่ในทวีป Asia ซึ่งนับเป็น TC3 ด้วยเช่น TYO – SEL – MOW (SEL = Seoul MOW = Moscow)
     - FE Routing between Russian Fed. (West of URAL) , Ukraine and TC3 excluding Travel via the “TS” routingงงมั๊ยครับ? แปลออกมาได้ว่า เป็น Routing ที่เดินทางระหว่างรัสเซีย ที่อยู่ทางตะวันตกของเทือกเขา URAL, ยูเครน กับ TC3 ซึ่งยกเว้นการเดินทางแบบ TS เอ… แล้วมันเป็นยังไงล่ะ?
ก็ตัวอย่างเช่น BKK – DEL – MOW อธิบายให้ละเอียดก็คือ จะเห็นว่าการเดินทางนี้เป็นการเดินทางจาก BKK ไปยัง Moscow ซึ่งเป็นการเดินทางจาก TC3 ไปยัง TC2 โดยมี Delhi เป็นจุดแวะพัก แต่การเดินทาง Nonstop นั้นไม่ใช่จาก Japan/Korea จึงถือว่าไม่ใช่การเดินทางแบบ RU
และการเดินทางระหว่าง TC2 เ TC3 ใดๆ ที่ไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาข้างต้น ให้ถือว่าเป็นการเดินทางแบบ EH เช่น SIN – BKK – PAR

ข้อสังเกต
การเดินทางแบบ AP จะเป็นการเดินทางที่มีราคาสูงที่สุด เพราะต้องเดินทางข้ามทั้งสองมหาสมุทรมาถึงตรงนี้ผมมีโจทย์ง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องของ Global Indicator ชนิดเส้นผมบังภูเขามาท้าทายชาว TFS กันครับ

1. Bangkok – Seoul – Vienna – Moscow นับเป็นการเดินทางแบบใด?
2. Manila – Tokyo – Moscow – London นับเป็นการเดินทางแบบใด?

สองข้อง่ายๆ ครับ ถ้าตอบถูกก็แสดงว่าเข้าใจเรื่องของ Global Indicator ได้อย่างถ่องแท้ครับ   เตรียมตัวสู่ตอนต่อไปได้เลย
Sales Indicator
เอ๊ะ……. แม้แต่การขายตั๋วก็ต้องระบุด้วยเหรอเนี่ย? ว่าขายแบบไหน อ๊ะๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ไม่ใช่การระบุว่าจะขายแบบเงินสด หรือขายแบบมีเครดิตนะครับ แต่เป็นการระบุลักษณะการขาย และการออกตั๋วเครื่องบิน (Issue) ฉบับนั้นๆ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดราคาตั๋วเครื่องบินด้วยเช่นกัน โดยมีหลักการ 2 ข้อเท่านั้นคือ

1. Sold ตั๋วใบนี้ทำการขายที่ไหน? ขาย ณ ประเทศที่เริ่มต้นการเดินทางหรือเปล่า?
2. Ticket ตั๋วใบนี้จะออกที่ไหน? (issue) ออกตั๋ว ณ ประเทศที่เริ่มต้นการเดินทางหรือเปล่า?

การกำหนด Sales Indicator นั้นมีอยู่ 4 ลักษณะเท่านั้นคือ

SITI = Sold in Ticket in เป็นการขายและออกตั๋วเครื่องบินในประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง เช่น
     BKK – LON Sold = Bangkok Ticket = Bangkok หรือ BKK – LON Sold = Phuket Ticket = Bangkokจะเห็นว่าตั๋วใบที่สองนั้นขายที่ภูเก็ต แต่ภูเก็ตนั้นอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกรุงเทพที่เป็นประเทศเริ่มต้นการเดินทางก็อยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งการพิจารณา Sales Indicator นั้นพิจารณาจากประเทศ ไม่ใช่เมือง
SITO = Sold in Ticket out เป็นการขายตั๋วในประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง แต่ออกตั๋วนอกประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง เช่น
     BKK – LON Sold = Chiang Mai Ticket = Penang
SOTI = Sold out Ticket in เป็นการขายตั๋วนอกประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง แต่ออกตั๋วในประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง เช่น
     BKK – LON Sold = Paris Ticket = Bangkok
SOTO = Sold out Ticket out เป็นการขายและออกตั๋วเครื่องบินนอกประเทศที่เริ่มต้นการเดินทาง เช่น
     LAX – NYC Sold = Bangkok Ticket = Bangkok
เหตุผลหลักที่ต้องมีการกำหนด Sales Indicator ขึ้นมาก็เพื่อเหตุผลทางการตลาดเพราะมิเช่นนั้น ประเทศที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าก็จะมีการขายตั๋วเครื่องบินมากกว่าประเทศอื่นๆ ถึงแม้จะซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อใช้เดินทางในประเทศอื่นๆ ก็ตาม เช่นถ้าราคาตั๋วเครื่องบินเท่ากันหมดทั่วโลก คนที่อยู่ในประเทศอังกฤษก็จะซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อเดินทางกรุงเทพ – ฮานอย มากกว่าคนในประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ธุรกิจการบินในประเทศไทยก็จะไม่มียอดขาย ทำให้กิจการไม่สามารถอยู่รอดได้ การที่กำหนด Sales Indicator ก็เพื่อกระจายการขายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และถือเป็นการส่งเสริมการตลาดของการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินอีกทางหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ว่า ทำไมซื้อตั๋วเครื่องบินในประเทศไทย เส้นทาง BKK – LON เปรียบเทียบกับเส้นทาง LON – BKK ราคาจึงไม่เท่ากัน 
IATA จะมีกฏอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่า “One Country Rule” ก็คือการนับหลายประเทศรวมกันเป็นประเทศเดียว ได้แก่
1. อเมริกา แคนาดา
2. นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก
หมดหัวข้อนี้ผมมีโจทย์มาให้คิดเล่นๆ อีกแล้วครับ….
ช่วยกำหนด Sales Indicator ให้ผมหน่อยครับ
1. LAX – BKK Sold = Toronto Ticket = Vancouver Sales Indicator ???
2. SIN – CPH Sold = BKK Ticket = Stockholm Sales Indicator ???
3. CPH – BKK Sold = Oslo Ticket = Oslo Sales Indicator ??? (CPH = Copenhagen)แหม๋……. ตอบถูกกันอีกแล้วล่ะสิเนี่ย

Currency Rules
หัวข้อนี้ผมไม่ขอเล่าละเอียด แต่ก็เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นข้อกำหนดสำคัญเลยก็ว่าได้ กล่าวคือ ตั๋วเครื่องบินจะต้องกำหนดราคาบนตั๋วด้วยสกุลเงินของประเทศที่เริ่มต้นการเดินทางของตั๋วฉบับนั้น หรือที่เรียกว่า LSF = Local Selling Fares เช่น
Fare BKK – TYO Economy Class = THB 21910   TYO – SIN Economy Class = JPY 157500 แต่ก็มีบางประเทศที่มีสกุลเงินอ่อน หรือเป็นสกุลเงินที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสากลก็จะใช้สกุลเงินเป็น US$ แทน เช่น Fare MNL – BKK Economy Class = USD 440.00 JKT – BKK Economy Class = USD 410.00 เพื่อไม่ให้เป็นการสับสนจากสกุลเงินที่หลากหลาย จึงได้มีการกำหนดเป็นค่าหน่วยกลางสำหรับราคาตั๋วเครื่องบิน ก่อนที่จะนำไปคิดเป็นราคาตั๋วในสกุลเงินต่างๆ ค่ากลางนี้เรียกว่า NUC = Neutral Unit of Construction ซี่งการแปลงค่าของ NUC ไปเป็นสกุลเงินต่างๆ IATA ได้กำหนด ROE = Rate of Exchange ขึ้นมาสำหรับประเทศต่างๆ

ยกตัวอย่างเช่น ROE สำหรับประเทศไทยคือ 39.552689 นั่นก็หมายถึงว่า 1 NUC = THB 39.552689 ค่า ROE นี้ใน 1 ปีจะเปลี่ยน 4 ครั้งๆ ละ 3 เดือน

Mileage System

มาถึงเรื่องสำคัญของการกำหนดราคาตั๋วแล้ว และก็ถือว่าเป็นหัวใจของการคำนวณราคาตั๋วเลยทีเดียว หากมีคนถามผมว่าราคาตั๋วเครื่องบินคิดจากอะไรเป็นสำคัญ ถ้าตอบว่าคิดจาก Mileage System แล้วล่ะก็ คำตอบนี้ก็ถือว่า สมบูรณ์แล้วล่ะครับ
ยังจำคุณ SMART กับคุณ PONGO ที่ซื้อตั๋วเครื่องบิน BKK – LAX ได้มั๊ยครับ?
ในตอนแรกผมได้เขียนไว้ว่าการคำนวณให้พิจารณาจากเส้นทางการเดินทางเป็นหลัก เพราะการคำนวณราคาจะคิดจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้ายของการเดินทาง (Origin เ Destination) ซึ่งจะเห็นว่าทั้งสองท่านมีจุดเริ่มต้น และจุดปลายทางที่เหมือนกัน แต่ถ้านำเส้นทางของทั้งสองท่านมาเขียนให้ละเอียดก็จะได้ดังนี้ครับ
Direct Travel , Direct Fare
SMART = BKK – LAX
PONGO = BKK – LAX
Indirect Travel , indirect Fare
SMART = BKK – TYO – LAX
PONGO = BKK – LON – LAX
(ใครช่วยบอกผมทีว่าทั้งสองท่านมี Global Indicator เป็นอะไรกันบ้างครับ )
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็ต้องมีการนำระยะทางเพื่อช่วยหาราคาที่เหมาะสมสำหรับเส้นทางนั้นๆ นั่นก็คือ Mileage System โดยปัจจัยที่จะนำมาเพื่อการตัดสินใจมีดังนี้ - Maximum Permitted Mileage (MPM) จำนวน Mileage สูงสุดที่สามารถใช้ได้

- Ticketed Point Mileage (TPM) ระยะทางที่สั้นที่สุดในเที่ยวบินตรงของเส้นทาง
- Extra Mileage Allowance (EMA) Mileage ที่ได้รับการลดหย่อน
- Excess Mileage Surcharge (EMS) จำนวนที่ต้องเก็บเพิ่ม  

ถ้าไม่เข้าใจก็พักเอาไว้ในใจก่อน ผมจะเล่าในแต่ละหัวข้อให้พอไม่งงก็แล้วกันครับ
MPM หรือ Maximum Permitted Mileage ตามคำจำกัดความที่ให้ไว้แล้วนั่นก็คือ จำนวนระยะทางสูงสุดที่สามารถใช้ได้ แล้วไอ้เจ้านี่มันมาจากไหนล่ะ??? ก็มาจากคู่มือ หรือ Passenger Air Tariff ของ IATA ซึ่งเจ้า MPM นี้จะออกปีละ 1 ครั้ง คือเดือนเมษายนของทุกๆ ปี ซึ่งเรื่องของ MPM นี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดราคาตั๋วเครื่องบิน ซึ่งหากคำนวณผิดแล้วก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินผิดไปด้วย
TPM หรือ Ticketed Point Mileage ก็คือระยะทางจริงระหว่างเมืองหนึ่ง ไปอีกเมืองหนึ่ง
EMA หรือ Extra Mileage Allowance เป็นส่วนลดพิเศษ ใช้สำหรับนำไปลดระยะทางจริง (TPM)

ในกรณีที่ TPM มากกว่า MPM ส่วนลดนี้จะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการเดินทางตรงกับตารางที่ระบุไว้ในคู่มือเท่านั้น
ตัวอย่างกฏเช่น If travel between TC2 เ TC3 via Delhi or Mumbai EMA deduction = 700 miles หมายถึงถ้ามีการเดินทางระหว่าง Area 2 กับ Area 3 โดยผ่านเมือง Delhi หรือ Mumbai ก็จะได้รับส่วนลดในระยะทาง 700 ไมล์ ส่วนกฏที่ว่านี้ใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ ผมก็ไม่ทราบได้เหมือนกันครับ เพราะมีระบุไว้มากมายเหลือเกิน ทุก Area ของการเดินทางเลยล่ะครับ
EMS หรือ Extra Mileage Surcharge คือเมื่อนำเส้นทางมาคำนวนระยะทางแล้ว
TPM คือระยะการเดินทางจริง สูงกว่า MPM คือระยะทางที่อนุญาติไว้ โดยถึงแม้จะมีการลบระยะทางที่อยู่ในกฏของ EMA แล้ว TPM ก็ยังสูงกว่า MPM ก็จะมีการเรียกเก็บราคาเพิ่มขึ้นโดยทั้งนี้การเรียกเก็บเพิ่มจะไม่เกิน 25% ของราคาทั้งหมด การคำนวณอย่างละเอียดไม่ขอกล่าวไว้ก็แล้วกันนะครับ  ก่อนที่จะย้อนไปที่เรื่องของคุณ SMART และคุณ PONGO เผอิญมีผู้โดยสารรายใหม่เข้ามาพอดี เรามาคิดราคาที่ถูกต้องกันเลยดีกว่าครับ
สมมุติว่าคุณ ARTHUR ต้องการซื้อตั๋วชั้น Economy หรือ Y Class เพื่อเดินทางในเส้นทาง BKK – ZRH – LON (Bangkok – Zurich – London) เอาล่ะ !! แปลงร่างเป็นคนขายตั๋วเครื่องบินกันเลย
- ก่อนอื่นผมก็ต้องดูก่อนว่าเป็นการเดินทางแบบใด เมื่อเป็นการเดินทางที่ไม่ได้กลับมายังจุดเริ่มต้น นั่นก็คือการเดินทางแบบ One Way
- แล้วเราก็มาตรวจดูคู่เมืองนี้อยู่ใน Area ไหน? เมื่อเปิดดูจาก IATA Geography แล้วปรากฏว่า BKK อยู่ใน Area 3 ส่วน ZURICH และ LONDON อยู่ใน Area 2 - เมื่อทราบดังนี้เราก็จะได้ Global Indicator ก็คือ EH นั่นก็คือการเดินทางระหว่าง Area 2 และ 3
- เสร็จแล้วเราก็มาดู Sales Indicator ดีกว่า สมมุติว่ามีการซื้อขาย และออกตั๋วในประเทศไทย เราก็จะได้ Sales Indicator เป็น SIT
I- ตามที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่า การคำนวณราคานั้นให้ดูจาก Origin เ Destination ผมจึงใช้ Abdominizer คำนวณระยะทาง และราคา
ปรากฏว่า … BKK – LON ราคา Y Class = 1214.43 NUC (ยังจำ NUC ได้มั๊ยครับ?) และมีระยะทางสูงสุดที่อนุญาติให้เดินทางได้ MPM = 8035 ไมล์
- เมื่อได้ MPM และ Fare แล้ว ก็มาหา TPM ผมหยิบ Abdominizer มาคำนวณอีกครั้ง คราวนี้ผมจะหาระยะทางจริงของเส้นทางทั้งหมดคือ BKK – ZRH – LON
ผลปรากฏว่า BKK – ZRH = 5609 Miles   ZRH – LON = 483 Miles TPM Total 6092 Miles เมื่อนำ TPM เทียบกับ MPM แล้วจะเห็นว่า TPM นั้นน้อยกว่าเพราะฉะนั้นคุณ Arthur ก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินในราคา 1214.43 NUC เพื่อเดินทางไป London ได้
เป็นไงครับ  แค่นี้ก็คงหนุกกันแล้วล่ะสิใช่มั๊ยล่ะครับ :-)

ทีนี้เราลองมาดูบนตั๋วกันหน่อยดีกว่าครับว่าอะไรมันคืออะไร

ตั๋วเครื่องบิน

  1. สายการบินเจ้าของตั๋วฉบับนั้นๆ  ในบางครั้งสายการบิน (หมายเลข 3) กับเจ้าของตั๋วอาจไม่เหมือนกันก็เป็นได้
  2. ชื่อผู้เดินทาง (นามสกุล/ชื่อ คำนำหน้าชื่อ)
  3. เที่ยวบินที่เดินทาง
  4. ชั้นโดยสารที่เดินทาง อย่างที่เราทราบกันว่ามีอยู่เพียง 3 ระดับเท่านั้นคือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นหนึ่ง แต่บนตั๋วจะระบุลงไปมากกว่านั้นว่าเป็นราคาแบบใด เช่น Q และ Y ต่างก็เป็นชั้นประหยัดเหมือนกัน แต่ Y จะมีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ ส่วน Q จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ เป็นต้น
  5. วันที่เดินทาง
  6. เวลาเครื่องออก
  7. สถานะของการจอง OK = Confirmed  RQ = Request
  8. Not valid before เป็นการระบุว่า ตั๋วใบนี้ห้ามเดินทางก่อนวันที่ระบุไว้
  9. Not valid after เป็นการระบุว่า ตั๋วใบนี้ห้ามเดินทางหลังวันที่ระบุไว้
  10. วันที่ออกตั๋ว  บางครั้งเราจะได้ยินว่า ตั๋วใบนี้อายุ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง 1 ปีบ้าง  แล้วจะนับจากอะไรล่ะครับ วันออกตั๋ว หรือวันเดินทาง  ตามกฏแล้วจะนับจากวันเดินทางของ Sector แรกครับ  วิธีนับ ก็เดือนชนเดือนครับ แต่ถ้าตั๋วอายุเป็นวัน ก็นับตามวันจริงๆ นะครับ
  11. Sales Indicator อ้า...  ลองดูซิครับว่า ตั๋วใบนี้ ขายที่ไหน และออกตั๋วที่ไหน? 
  12. เส้นทางเดินทาง ตั๋วฉบับนี้เป็นการเดินทางจาก Copenhagen ไปยัง Newyork ครับ
  13. Restriction Box ตรงนี้จะเป็นการระบุ conditions ของตั๋วใบนั้นๆ ตัวอย่างข้างบนนี้ระบุว่า "Non Refund, APEX หมายถึงตั๋วราคาพิเศษ ซึ่งมีข้อกำหนดในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนจะเปลี่ยนก็ต้องย้อนกลับไปดูกฏของราคาว่ามีระบุไว้อย่างไร, ส่วน No Change ก็ตรงๆ ล่ะครับ ห้ามเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเราสามารถดูประกอบกับ Not Valid before/after ได้คับ
  14. รหัสจอง หรือ PNR = Passenger name of reccord
  15. Fare calculation  อ่า...ฮ่า.... ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญมากสำหรับคนที่เป็นพนักงาน Ticketing ครับ เพราะกว่าจะเรียนรู้ให้แตกฉานได้ว่าอะไรเป็นอะไร เรียกว่า ต้อง "เหยียบเมฆมาแล้ว" เท่านั้นครับ
  16. ราคาตั๋วเครื่องบิน
  17. ภาษีสนามบินต่างๆ บางประเทศ และบางสนามบินจะไม่รวมค่าภาษีสนามบินลงไปบนตั๋ว ยกตัวอย่างที่ดอนเมือง ภาษีสนามบินภายในประเทศรวมอยู่บนตั๋ว แต่ระหว่างประเทศไม่รวม
  18. ราคาตั๋วรวมภาษีแล้ว
  19. Serial No. ของตั๋วเครื่องบิน หรือจะเรียกว่า Control No.
  20. หมายเลขตั๋ว  หมายเลขนี้แหละครับที่จะไปปรากฏบนระบบสำรองที่นั่ง หากโทรไปแจ้งเปลี่ยนแปลงการเดินทาง แล้วพนักงานสายการบินถามถึงเบอร์ตั๋ว ก็เจ้านี่แหละครับ
  21. Baggage Allowance เป็นข้อสังเกตุครับว่า ถ้าเดินทางเข้า/ออกทวีปอเมริกา จะระบุเป็น PC หรือที่เรียกว่า piece concept 1 ท่านสามารถนำไปได้ 2 ชิ้นๆ ละไม่เกิน 32 กิโลกรัม ถ้ามี 3 ชิ้นแต่น้ำหนักไม่เกิน ก็คิดเป็น 3 ชิ้นครับ  ส่วนอื่นๆ จะคิดเป็นระบบน้ำหนัก เช่น ชั้นประหยัด 1 ท่าน = 20 กิโลกรัม จะมีกี่ชิ้นก็ได้ แต่น้ำหนักต้องไม่เกินครับ
  22. ส่วนนี้เป็น Boarding Pass ครับ รายละเอียดไม่ขอกล่าวถึงนะครับ

ตั๋วในแบบข้างบนนี้เป็นตั๋วชนิดใหม่ เรียกว่า Automatic Ticket  ซึ่งจะส่วนใหญ่สายการบินจะออกตั๋วชนิดนี้ให้กับผู้โดยสาร  ซึ่งตั๋วแบบเดิมที่เป็นตั๋วแดงๆ เราเรียกว่า Paper Ticket ซึ่ง Agency จะออกตั๋วชนิดนี้ให้ผู้โดยสาร ยังมีตั๋วแบบดั้งเดิมที่เป็นตั๋วกระดาษ แต่ใช้เขียนด้วยปากกา ปัจจุบันนี้ทยอยยกเลิกไปจนใกล้จะหมดแล้ว ใครที่ยังใช้ตั๋วแบบเขียนอยู่ ขอบอกเลยครับว่า "เชยมาก !!!"    สำหรับล่าสุดก็คือ Electronic Ticket  หรือ E-Ticket ตั๋วแบบนี้ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องถือเอกสารใดๆ สำหรับเดินทางเลย เพียงแต่แจ้งรายละเอียดการจองไป เจ้าหน้าที่ Check-in ก็จะพิมพ์ boarding pass ออกมาให้เลย สะดวกแท้ๆ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thaiflight.com

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย   verified by VISA Mastercard SecureCode KBANK Payment Gateway กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Partner by Emirates